Story of our Master through the memory of Thai Ambassador who met Swamiji at Ananda Kutir เรื่องของพระอาจารย์ใหญ่ของพวกเราชาวโยคะศิวะนันทะ ผ่านบทประพันธ์ของ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ผู้ซึ่งได้เคยไปหาท่านสวามีศิวะนันทะ ณ อานันทกุฏิที่ฤษีเกษ

Story of our Master through the memory of Thai Ambassador who met Swamiji at Ananda Kutir เรื่องของพระอาจารย์ใหญ่ของพวกเราชาวโยคะศิวะนันทะ ผ่านบทประพันธ์ของ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ผู้ซึ่งได้เคยไปหาท่านสวามีศิวะนันทะ ณ อานันทกุฏิที่ฤษีเกษ.

Advertisements

Story of our Master through the memory of Thai Ambassador who met Swamiji at Ananda Kutir เรื่องของพระอาจารย์ใหญ่ของพวกเราชาวโยคะศิวะนันทะ ผ่านบทประพันธ์ของ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ผู้ซึ่งได้เคยไปหาท่านสวามีศิวะนันทะ ณ อานันทกุฏิที่ฤษีเกษ

untitled

เรื่องของพระอาจารย์ใหญ่ของพวกเราชาวโยคะศิวะนันทะ ผ่านบทประพันธ์ของ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ผู้ซึ่งได้เคยไปหาท่านสวามีศิวะนันทะ ณ อานันทกุฏิที่ฤษีเกษ

นักเรียนคอร์สครูโยคะศิวะนันทะ จะเคยได้ฟังบรรยายประวัติของท่านสวามีศิวะนันทะ จากครูผู้สอนโยคะแก่เรา ว่าท่านมีเมตตามาก ช่วยเหลือคนทุกชนชั้น ไม่แบ่งแยก และสอนให้คนเราเผื่อแผ่ความรักต่อกันโดยไม่แบ่งแยกศาสนา ให้รักเท่าเทียมกันหมด

ท่านเป็นนักบวชที่เป็น Saint หรือนักบุญในภาษาอังกฤษ ที่ตระหนักรู้ในตัวตนหรือ Self Realization ในคัมภีร์พระเวทย์ของศาสนาฮินดู และหากเปรียบเทียบกับพระในศาสนาพุทธก็เปรียบได้ว่าท่านศึกษาพระธรรมและบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จอรหันต์แล้ว (รู้แจ้งเห็นจริง หรือ Enlightenment) ท่านเป็นนักบวชที่ดังมากในสมัยนั้นมีคนนับถือศรัทธามาก เปรียบให้คนไทยเห็นภาพน่าจะเหมือนกับหลวงพ่อดังๆ ของเราเช่นท่านพุทธทาส หรือหลวงปู่ชา เพราะสอนแบบสมัยใหม่ ให้คนเข้าใจเข้าถึงพระธรรมได้ง่ายขึ้น ผู้คนห้อมล้อมท่านเหมือนเวลาหาหลวงพ่อคูณ หรือหลวงตามหาบัว คนไทยจะได้นึกภาพออกง่ายขึ้น

แต่พวกเราชาวศิษย์โยคะศิวะนันทะ มีใครได้อ่านเรื่องราวของท่านจากบทความของคนไทยท่านหนึ่ง ซึ่งได้มีโอกาสไปพบกับท่านจริงๆ บ้างไหมคะ  เมื่อฉันเดินทางไปอินเดียแรกๆ ก็ได้ซื้อหนังสือเล่มหนึ่งมากะว่าจะอ่านแต่ก็ไม่ได้อ่าน ซื้อตั้งแต่กรกฎาคมปี 2546 (พอขนของย้ายบ้านปีนี้ ได้เจอเรื่องเดียวกันแต่เป็นเล่มเก่าพิมพ์เมื่อปี 2532 เป็นหนังสือเก่าๆ ไม่เคยเปิดอ่านเหมือนกัน) ฉบับหลังเป็นฉบับที่พิมพ์เมื่อปี 2544 เป็นบทประพันธ์เชิงบันทึกที่น่าอ่านมาก ผ่านการตีพิมพ์หลายครั้ง แต่ดิฉันว่าไม่ตกยุคตกสมัยเลย วัฒนธรรมและบ้านเมืองในอินเดีย หลายอย่าง หลายแห่งยังคงรักษาไว้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง อ่านแล้วนึกถึงภาพเมื่อตอนไปเที่ยวมาเมื่อได้นานนี้ ก็เหมือนเมื่อ 60 กว่าปีก่อนที่ท่านได้บันทึกไว้

ชื่อหนังสือ ของดีในอินเดีย เขียนโดย พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ท่านได้บันทึกเรื่องราวในอินเดียสมัยที่ท่านเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2495

เมื่อฉันเตรียมตัวแบกเป้ลุยเดี่ยวไปเรียนโยคะที่อินเดีย ในช่วงที่ข่าวข่มขืนบนรถเมล์ในนิวเดลลีกำลังดังครึกโครม ฉันก็เตรียมซื้อหนังสือคู่มือทุกเล่ม ไม่ว่าจะเป็น Frommer, Lonely Planet ฯลฯ เพื่อศึกษาที่เที่ยวที่พัก แล้วก็เลยค้นหนังสือเก่าๆ  เจอบทประพันธ์ของท่านที่เขียนเกี่ยวกับสวามีศิวะนันทะ เป็นผู้ก่อตั้งสำนักโยคะที่ฉันกำลังจะเดินทางไปเรียนที่อินเดียพอดี หลังจากไปเรียนครูโยคะกลับมาแล้วก็อ่านอีกครั้งยิ่งรู้สึกประทับใจ ดิฉันขออนุญาตินำมา “แชร์” เฉพาะช่วงที่กล่าวถึงพระอาจารย์ดังนี้

เมือง ฤษีเกษ

ฤษีเกษ ห่างจากฮาร์ดวาร์ราว 13 ไมล์ สิ่งที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่งในอินเดียก็คือ ถนน ไม่ว่าจะไปในป่าดงพงไพร เมืองเล็กเมืองน้อยที่ไหน มีถนนลาดยางดีตลอด แถวนี้เป็นป่า เพราะอยู่เชิงเขาหิมาลัย มีที่ทำการของเจ้าหน้าที่ป่าไม้อยู่ที่นี่ คนไทยที่รัฐบาลส่งไปเรียนการป่าไม้ ก็มาเรียนตามแถวนี้ เมืองฤษีเกษเป็นเมืองธรรมดา ลักษณะอย่างเดียวกับหลายเมืองทั้งหลายในแถบเดียวกัน แต่สิ่งที่แปลกตาในเมืองนี้ ก็คือ เราได้พบผู้ที่บำเพ็ญตนเป็นสมณะอยู่เป็นอันมาก ไม่ใช่สมณะทางพระพุทธศาสนา แต่เป็นพวกที่เขาเรียกกันหลายอย่าง ตามลำดับชั้นแห่งความสำเร็จในการศึกษาอบรม และการฝึกฝนตนเอง ก็ฤษี มุนี สันยาสีและสาธุ พวกนี้แต่งกายด้วยผ้าย้อมฝาดคล้ายพระของเรา บางพวกโกนหนวดแลดูสะอาดดี แต่พวกไว้ผมและหนวดเครายาวนั้น ดูมีความสะอาดน้อยเต็มที พวกที่เอาขี้เถ้าทาหน้าทาตัว โดยมากเป็นพวกผมยาว พอเข้าไปในเมืองนี้ก็แลเห็นพวกสมณะเหล่านี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก เดินไปมาตามถนน กล่าวกันว่ามีอยู่เป็นจำนวนพันในเมืองนี้ มีที่อยู่รวมๆ กันเหมือนวัด รวมความว่าเป็นเมืองของฤษี

คำว่า “ฤษี” ที่นี่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Saint ดูเหมือนจะถือเป็นฐานะสูงสุด สำหรับผู้ที่บำเพ็ญตนเป็นนักบุญ บัณทิตเนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้เคยกล่าวสุนทรพจน์ พูดถึงรามกฤษณา และ มหาตมะคานธี ว่าเป็นฤษีด้วยกันทั้งคู่ ได้ฟังในชั้นแรกก็ทำให้สงสัย แต่เมื่อรู้ว่าทางอินเดียแปลคำ ฤษี ว่า Saint ก็เป็นอันเข้าใจ เพราะคนอย่างรามกฤษณาหรือมหาตมะคานธีนั้น เขาถือเป็น Saint

เราออกจากเมืองนี้ไปเป็นทางราว 2 ไมล์ จะพบแม่น้ำที่ไหลจากซอกภูเขาหิมาลัย เป็นทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามยิ่ง ภูเขาเป็นหินลงมาถึงน้ำ น้ำใสสะอาด มีโบสถ์ฮินดูอยู่ทั้งสองฟากแม่น้ำ สิ่งก่อสร้างทั้งหลายยังอยู่ในสภาพที่ใหม่และดี เป็นบรรยากาศที่สงบสงัดอย่างแท้จริง

ที่นั่นเป็นถิ่นของโยคี เป็นที่ศึกษาโยคะ อาจารย์ใหญ่ที่สุดที่มีตัวอยู่ในเวลานี้ชื่อ สวามี ศิวะนันทะ อายุ 67ปี เดิมได้รับการศึกษาอย่างสมัยใหม่ สำเร็จวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน เคยมาประกอบอาชีพทางแพทย์อยู่ในสิงคโปร์ และมลายู มีฐานะไม่ยากจน ภายหลังมาศึกษาทางโยคะ กลายเป็นคณาจารย์ยิ่งใหญ่อยู่ในเวลานี้ คนนับถือทั่วประเทศอินเดีย ท่องเที่ยวไปทางไหน ก็ได้การต้อนรับอย่างคับคั่ง มีผู้มาฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาลัทธิโยคี ได้ความว่าที่อยู่ประจำในเวลานี้มีจำนวนถึง 120 คน ที่เป็นฝรั่งมีจำนวนมากเท่าๆ กับแขก สำหรับฝรั่งมีหลายชาติ เช่น เยอรมัน อเมริกา เดนมาร์ก อังกฤษ ลัตเวีย ฝรั่งเศส สวีเดน เป็นผู้หญิงไม่น้อยกว่าผู้ชาย พวกลูกศิษย์ที่เล่าเรียนไปแล้ว บางรายก็ไปตั้งสำนักสอนลัทธิโยคีในยุโรป มีสำนักสอนลัทธิโยคีในยุโรปซึ่งศิษย์ของสวามีศิวะนันทะ นี้ไปจัดตั้งขึ้น 2 แห่ง คือที่กรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน และที่กรุงรีกา เมืองหลวงของลัตเวีย พวกลูกศิษย์ได้หาเงินมาบำรุงสำนักเรียนที่นี่ สิ่งก่อสร้างในตำบลนี้จึงเป็นของดีมาก อาศรมของสวามีศิวะนันทะ ซึ่งเรียกว่า อานันทกุฏี มีความใหญ่โตและสวยงามเหมือนหนึ่งว่าเป็นปราสาทราชวังแห่งหนึ่ง ตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ โบสถ์วิหารต่างๆ ทางบริเวณนี้ล้วนแต่ก่อสร้างอย่างดี และสวยสะอาดทั้งนั้น

โดยเหตุที่ท่านอาจารย์ใหญ่ คือ สวามี ศิวะนันทะ เคยได้รับการศึกษาอย่างสมัยใหม่ จึงพูดและเขียนภาษาอังกฤษได้ดีมาก ได้แต่งหนังสือเป็นภาษาอังกฤษหลายเล่ม อธิบายวิธีฝึกฝนตามลัทธิของโยคี เนื่องจากที่ข้าพเจ้าสนใจในวิชานี้อยู่แล้ว จึงเข้าไปหา ได้การต้อนรับอย่างดี สนทนาด้วยอัธยาศัยไมตรี ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนได้พบพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่คงแก่เรียนคนหนึ่ง พูดจาสนทนากันด้วยความสบายใจ เขียนตำราไว้กี่เล่ม ให้ข้าพเจ้ามาหมด จนต้องหอบเป็นหนังสือหอบใหญ่มาจากสำนักท่านสวามี พิจารณาบุคลิกลักษณะก็รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ ทั้งๆ ที่อายุถึง 67 ปีแล้ว ยังมีฟันเต็มปาก เสียงเพราะ เวลาสวดมนต์ให้พรแก่ข้าพเจ้า รู้สึกว่าเสียงยังเพราะดีมาก ไม่รู้สึกเป็นเสียงคนแก่เลย

ท่านสวามีมีของใช้ทันสมัยทุกอย่าง มีกล้องถ่ายรูปอย่างดีที่สุด มีกล้องถ่ายภาพยนตร์ ซึ่งลูกศิษย์คอยถ่ายในเวลาที่ข้าพเจ้านั่งพูดสนทนาด้วย เลี้ยงน้ำชาและขนมอย่างแบบฝรั่ง ข้าพเจ้าไม่นึกฝันว่าจะมาพบโยคีอย่างนี้ เพราะเคยทราบมาว่าโยคีต้องเป็นชีไพร คือต้องอยู่ในป่า ไม่เคยนึกว่าสำนักโยคีจะเป็นที่โอ่โถงอย่างปราสาทราชวังเช่นนี้ ท่านผู้นี้ได้สามารถดึงเอาฝรั่งหลายชาติ เป็นจำนวนหลายสิบหรือหลายร้อยคน มาเคารพพระศิวะ พระนารายณ์ และพระวิษณุได้เป็นอันมาก’

… ขออนุญาติข้ามตอนบรรยายธรรมชาติแถบแม่น้ำคงคาไปสองวรรคค่ะ….

‘ข้าพเจ้าพอใจที่ได้ไปถึงเมืองฤษีเกษ และได้พบสำนักศึกษาอันยิ่งใหญ่ทางลัทธิโยคี เนื่องจากที่ข้าพเจ้าชอบและสนใจในวิชาอันนี้มานานแล้ว ข้าพเจ้าก็ถือว่าเป็นเคราะห์ดีที่ได้เข้าถึงครูบาอาจารย์ ได้ตำรับตำราที่สมบูรณ์จากคณาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าเชื่อว่า ข้าพเจ้าคงจะรู้และเข้าใจลัทธิโยคีจริงๆ ในครั้งนี้ มาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าก็เห็นชอบในการที่เมืองหลวงของอินเดียมาอยู่ที่เดลฮี เพราะระยะทางระหว่างเดลฮีกับฤษีเกษสามารถจะไปมาโดยทางรถยนต์เพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น ข้าพเจ้าสามารถจะไปหาสวามี ศิวะนันทะ ในเช้าวันอาทิตย์อยู่กับอาจารย์ได้หลายชั่วโมงแล้วกลับเดลฮีในตอนเย็นวันอาทิตย์นั้นเองได้’

Last week I taught 6 days beginner course at Canary Natural Resort

YogaShala at Canary Natural Resort Chiang Rai
YogaShala at Canary Natural Resort Chiang Rai

Beautiful class along the stream.
สอนโยคะสำหรับผู้เริ่มต้น นักเรียนชอบมาก บอกว่าไม่นึกว่าจะหายใจได้ยาว ได้หายใจได้เต็มปอด สดชื่นมากๆ ฝึกติดต่อกัน 7 วันเลย
ครูเองก็ดีใจเห็นพัฒนาการของนักเรียนที่ตั้งใจฝึก เอาจริงเอาจัง แต่ก็รื่นเริงดี

อยากมีสุขภาพดี มาฝึกโยคะกันนะคะ

คติแรกเมื่อมาถึงอินเดีย

คติแรกเมื่อมาถึงอินเดีย

Winners Don’t Do Different Things
They Do Things Differently
Shiv Khera
ผู้ชนะ ไม่ทำในสิ่งที่แตกต่าง
แต่พวกเขา ใช้วิธีที่ต่างออกไปในการกระทำ
…เอ.. ชักจะงง แปลถูกมั๊ยเนี่ย..
======

ตั้งใจจะเขียนบันทึกตั้งแต่ไป Yoga Retreat in Bali แล้ว จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เขียน
นี่ก็ล่วงเลยมาจนลาออกจากงาน ตั้งใจไปเรียนอายุรเวช กะเรียนโยคะที่อินเดีย จนเรียนจบแล้ว เพิ่งจะได้เขียน
เพื่อนๆ ที่เคยติดตามคอลัมภ์ตั้งแต่ เวป Pantown Hu-So KKU ยังไม่ล่มสลาย
ตอนนี้ก็ตามมาได้แล้วนะจ๊ะ จาเขียนทุกวันเลย … อันนี้คิดเอาไว้ .. ไม่รู้จะทำได้จริงแค่ไหน
แต่หนุุกแน่ถึงจะบินเดี่ยว ไม่มีพ่อกำนันแล้วก็ตามจ้ะ

เริ่มซักนิดเอาฤกษ์เอาชัย..

เมื่อตอนจองตั๋วเครื่องบินไปอินเดีย ถามไถ่หลายคนว่า จะจองตั๋วไปลงเมืองไหนดี ถึงจะต่อไปเมืองตริวันดรัมได้ง่ายสุุด แล้วเมืองนี้ก็ไม่เคยได้ยินชื่อ ศึกษาจากเนทแล้ว เป็นเมืองหลวงของรัฐเคราล่า (โบราณเรียก เกรละ) ชื่อรัฐน่ะพอจะเคยได้ยินบ้าง สรุปแล้วไม่มีใครให้คำตอบได้ คนไทยส่วนใหญ่ที่อินเดีย ที่ตอบในห้องเฟสบุคก็ไม่มีใครอยู่เมืองนี้ รัฐนี้
เลยเดาๆ เอา จองตั๋วกะว่าไปถึงเชนไน รัฐทมิฬนาดูเที่ยงคืน แล้วต่อเครื่องออก 6 โมงเช้า ไปถึงตริฯ 8 โมงเช้า นะ… ไปถึงสว่างไว้ก่อนน่าจะปลอดภัย
ช่วงที่จะเดินทางก็มีข่าวใหญ่ไปทั่วโลกเกี่ยวกับเรื่องข่มขืนบนรถเมล์ในเดลลี
กลัวก็กลัว แต่เพื่อนบอกว่า ทางใต้คนน่ารักใจดีกว่าทางเหนือ เพราะบ้านเมืองร่มรื่น ชิวๆ ไม่ค่อยแก่งแย่งกัน
ช่วงที่รอเครื่องออกก็เลยเดินดูสนามบินเล่นๆ มีคนมารอไม่ถึง 10 คน จับจองที่นั่งได้ก็หลับรอกันไป ยังกะสถานีรถไฟ ก่อนจะหลับเห็นคติคำขวัญนี้บนกระจกร้านหนังสือ.. เจ๋งมาก.. ถ่ายเก็บไว้แล้วก็หลับนกจนเช้า..